ควรถามอากงอาม่าอะไรเพื่อบันทึกประวัติครอบครัว

ควรถามอากงอาม่าเรื่องชื่อทุกแบบ คนในครอบครัว บ้านเกิด การย้ายถิ่น งาน ที่อยู่อาศัย ภาษา ประเพณี และเอกสารที่ยังเหลือ โดยถามแบบเปิดและขออนุญาตก่อนบันทึก
ตกลงเรื่องการบันทึกก่อนเริ่มถาม
อธิบายสั้น ๆ ว่าทำไมจึงอยากสัมภาษณ์ จะใช้เสียง ภาพ หรือข้อความอย่างไร ใครจะได้ฟัง และตั้งใจเผยแพร่หรือเก็บเฉพาะครอบครัว ผู้ให้สัมภาษณ์ควรเลือกได้ว่าจะบันทึกแบบใด หยุดเมื่อใด ข้ามคำถามใด และปิดบางช่วงนานเท่าไร หลักปฏิบัติของ Oral History Association เน้นว่าความยินยอมต้องต่อเนื่องตลอดโครงการ ไม่ใช่ขอเพียงครั้งเดียวก่อนกดบันทึก
นัดช่วงที่อากงอาม่าสบาย ไม่เร่ง และไม่เหนื่อยง่าย เริ่มครั้งละหัวข้อแทนการถามยาวหลายชั่วโมง เตรียมเครื่องบันทึกที่ใช้ง่ายและทดสอบเสียงก่อน แต่พร้อมวางอุปกรณ์ลงทันทีหากเจ้าตัวไม่สบายใจ รูปถ่าย จดหมาย ซองโพยก๊วน ป้ายร้าน และสมุดงานศพช่วยเปิดความทรงจำได้ โดยต้องขออนุญาตก่อนถ่ายสำเนา
คำถามหลักควรครอบคลุมคน สถานที่ และเส้นทางชีวิต
- ชื่อไทย ชื่อจีน ชื่อเล่น และชื่อร้านเขียนอย่างไร ใครเป็นคนตั้ง และใช้ชื่อใดในสถานการณ์ไหน
- พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย คู่สมรส และญาติที่จำได้ชื่ออะไร เรียกกันอย่างไร และใครมีรูปหรือเอกสาร
- บ้านเกิดอยู่ที่หมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอใด เคยเห็นชื่อเป็นอักษรจีนบนจดหมายหรือป้ายหลุมศพหรือไม่
- ครอบครัวย้ายเมื่อใด เดินทางผ่านเมืองหรือท่าเรือใด มากับใคร และไปพักที่ไหนเป็นแห่งแรก
- เคยทำงานอะไร เรียนที่ใด เปิดร้านชื่ออะไร ใครช่วยหางาน และสินค้าหรือลูกค้ามาจากไหน
- ที่บ้านพูดภาษาใด ทำอาหารอะไร ไหว้ใคร มีเทศกาลหรือกฎครอบครัวเรื่องใดที่จำได้
ตามด้วยคำถามชวนเล่า เช่น วันหนึ่งในบ้านวัยเด็กเป็นอย่างไร ใครสอนงานครั้งแรก เหตุใดจึงเลือกย้ายร้าน หรือเทศกาลใดทำให้ญาติกลับมาพบกัน คำถามแบบอย่างไรและเพราะอะไรเปิดพื้นที่ให้เจ้าตัวกำหนดสิ่งสำคัญเอง ดีกว่าคำถามที่บังคับตอบว่าใช่หรือไม่ใช่
ฟังให้ได้ทั้งความทรงจำและเบาะแสเอกสาร
ถามทีละข้อ เว้นจังหวะ และไม่รีบแก้เมื่อปีหรือชื่อไม่ตรงกับสิ่งที่เรารู้ หากคำตอบคลุมเครือ ให้ถามว่าเหตุการณ์นั้นเกิดก่อนหรือหลังอะไร ใครอยู่ด้วย และมีวัตถุใดเกี่ยวข้อง จดคำเดิมในสำเนียงแต้จิ๋วไว้ก่อนแปล เพราะเสียงชื่อและสถานที่อาจเทียบได้หลายอักษร ควรถามว่ามีใครอีกที่อาจออกเสียงหรือเขียนคำนี้ได้
ความทรงจำเป็นหลักฐานของประสบการณ์และมุมมอง ไม่ใช่ทะเบียนที่ผิดไม่ได้ ควรแยกสิ่งที่เจ้าตัวพบเอง เรื่องที่ได้ยินจากคนก่อน และความเห็นภายหลัง หากญาติสองคนเล่าต่างกัน อย่าตัดสินทันทีว่าใครผิด บันทึกทั้งสองฉบับแล้วตรวจจากสูติบัตร มรณบัตร ทะเบียนบ้าน จดหมาย หนังสืองานศพ หรือภาพที่มีวันที่
หัวข้ออ่อนไหวต้องให้ผู้เล่าเป็นคนนำ เช่น ความยากจน การสูญเสีย การรับบุตร การแต่งงาน ความขัดแย้ง การเมือง สุขภาพ หรือเหตุรุนแรง อย่าถามซ้ำเมื่อเจ้าตัวปฏิเสธ อย่ารับปากว่าจะเก็บเป็นความลับถ้าไม่มีวิธีควบคุมไฟล์จริง และอย่านำรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลที่สามไปเผยแพร่เพียงเพราะผู้ให้สัมภาษณ์ยินยอมในส่วนของตน
หลังสัมภาษณ์ต้องให้เจ้าของเรื่องตรวจและกำหนดการเข้าถึง
ตั้งชื่อไฟล์ด้วยวันที่ ชื่อที่อนุญาต และลำดับครั้ง เก็บไฟล์ต้นฉบับอย่างน้อยสองที่ พร้อมบันทึกว่าใครสัมภาษณ์ ที่ไหน ใช้อุปกรณ์ใด และมีข้อจำกัดอะไร ทำสำเนาคำพูดโดยรักษาคำสำคัญเป็นอักษรจีนหรือเสียงเดิม แล้วทำเครื่องหมายช่วงที่ฟังไม่ชัด แยกคำถอดออกจากคำอธิบายของผู้เรียบเรียง
ส่งเสียงหรือคำถอดให้ผู้ให้สัมภาษณ์ตรวจเมื่อทำได้ ให้เจ้าตัวแก้ชื่อ ขอปิดข้อความ ใช้นามสมมติ จำกัดผู้ฟัง หรือถอนส่วนที่ยังไม่เผยแพร่ได้ หลักปฏิบัติทางประวัติศาสตร์บอกเล่าถือว่าผู้เล่าเป็นผู้ร่วมสร้างงาน ไม่ใช่เพียงแหล่งข้อมูล การยอมให้ตรวจไม่ควรเปลี่ยนเป็นการบังคับรับรองข้อความที่ผู้เรียบเรียงเติมเอง
ก่อนส่งต่อ ให้ตัดเลขบัตร หนังสือเดินทาง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ วันเกิดเต็ม ลายเซ็น ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลผู้เยาว์ออก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและความยินยอมชัดเจน เขียนใบกำกับไฟล์ว่าใช้ภายในครอบครัว เผยแพร่บางส่วน หรือส่งมอบหอจดหมายเหตุได้เมื่อใด คำถามที่ดีทำให้ได้เรื่องราวมากขึ้น แต่การเคารพสิทธิของอากงอาม่าคือเงื่อนไขที่ทำให้เรื่องราวนั้นควรถูกเก็บไว้