/อาหารและชาแต้จิ๋ว, เทศกาลและพิธีกรรมแต้จิ๋ว

ขนมเทศกาลแต้จิ๋วเปลี่ยนอย่างไรเมื่อมาอยู่ในไทย

ขนมเทศกาลหลายรูปแบบวางกับพิมพ์ไม้ พิมพ์โลหะ มะพร้าว และใบตองในครัวไทยจีน

ขนมเทศกาลแต้จิ๋วไม่ได้เดินทางจากจีนมาไทยโดยคงรูปเดิมทุกอย่าง แต่เปลี่ยนทั้งชื่อ วัตถุดิบ วิธีทำ รูปทรง สี รส ความหมาย และเทศกาลที่นำไปใช้ การเปลี่ยนเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดเพี้ยน หากเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดขนมแต้จิ๋วแบบไทยซึ่งมีประวัติและหน้าที่ของตนเอง

คำว่าขนมกว้างกว่าของหวาน

ในบริบทแต้จิ๋ว ของว่างที่เรียกเตี่ยมซิมหรือเซี้ยวเจี๊ยะครอบคลุมทั้งคาวและหวาน จึงรวมของกินเล่น ของรองท้อง และของที่ทำเป็นพิเศษสำหรับเทศกาลหรือพิธีกรรม ตัวอย่างที่คุ้นในไทยมีขนมเปี๊ยะ ขนมกุยช่าย ขนมโก๋ ขนมบัวลอย และขนมถ้วยฟู บางอย่างหวาน บางอย่างมีไส้ผักหรือวัตถุดิบคาว

ก้วยเป็นกลุ่มขนมจากแป้งข้าวที่มีรูปทรง ไส้ และวิธีใช้หลากหลาย ในชีวิตประจำวันอาจเป็นอาหารรองท้อง แต่เมื่อทำให้เหมาะกับพิธีก็สามารถทำหน้าที่เป็นของไหว้ได้

การเรียกของทั้งหมดว่าขนมหวานอาจทำให้เข้าใจผิด เพราะระบบแบ่งอาหารแบบไทยปัจจุบันไม่ตรงกับระบบของชุมชนแต้จิ๋วเสมอไป ก่อนอธิบายความหมายมงคลจึงควรถามก่อนว่าของชิ้นนั้นเป็นอาหารประจำวัน ของว่าง ของไหว้ หรือทำหลายหน้าที่พร้อมกัน

งานวิจัยพบการเปลี่ยนเจ็ดด้าน

งานวิจัยปี 2020 สำรวจขนมเทศกาลแต้จิ๋ว 18 ชนิด รวม 22 รายการ จากครอบครัวไทยเชื้อสายจีนและครอบครัวไทย 30 ครอบครัวในเยาวราช สะพานใหม่ บางเขน วรจักร และฝั่งธน ผลการศึกษาจัดการเปลี่ยนแปลงไว้เจ็ดด้าน ได้แก่

  • ชื่อเรียกเปลี่ยนตามเสียงภาษาแต้จิ๋วและการใช้ภาษาไทย
  • วัตถุดิบหลักหรือไส้เปลี่ยนตามของที่หาได้และความนิยม
  • กรรมวิธีลด เพิ่ม หรือใช้เครื่องมือสมัยใหม่แทนแรงงานเดิม
  • รูปทรงและสีปรับตามพิมพ์ ร้านค้า และความหมายในไทย
  • รสชาติเปลี่ยนตามผู้กินและตลาด
  • ความหมายแฝงอาจถูกอธิบายใหม่หรือเหลือเพียงบางส่วน
  • โอกาสใช้งานอาจย้ายจากเทศกาลหนึ่งไปอีกเทศกาล หรือกลายเป็นของกินประจำวัน

สาเหตุไม่ได้มีเพียงการจำสูตรไม่ได้ แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ภาษา ค่านิยม ความเชื่อ การแต่งงานข้ามกลุ่ม และการผลิตเพื่อขาย เมื่อร้านต้องทำจำนวนมาก รูปแบบที่ใช้เวลาน้อยและเก็บได้นานย่อมมีโอกาสอยู่รอดต่างจากขนมทำมือในครอบครัว

ขนมกุยช่ายแสดงให้เห็นว่ารูป สี และไส้เปลี่ยนได้

กรณีขนมกุยช่ายในงานวิจัยมีชื่อแต้จิ๋วหลายชื่อซึ่งสัมพันธ์กับสี วัตถุดิบ รูปทรง หรือความหมาย ไส้ที่บันทึกในไทยไม่ได้มีเพียงกุยช่าย แต่พบข้าวเหนียว ถั่วลิสง กุ้งแห้ง หน่อไม้ ถั่วกวน มันแกว และเผือกด้วย สิ่งที่คนไทยเรียกรวมว่าขนมกุยช่ายจึงอาจครอบคลุมก้วยหลายแบบจากมุมมองของผู้ทำ

งานชิ้นเดียวกันบันทึกว่า ในกลุ่มตัวอย่าง ขนมสำหรับไหว้เจ้าหรือพิธีมงคลอาจผสมสีชมพู ส่วนพิธีอวมงคลไม่ใส่สี และแบบที่ทำในไทยมักไม่กดพิมพ์ลายเหมือนตัวอย่างจากจีน ข้อสังเกตนี้ช่วยให้เห็นการเปลี่ยน แต่ไม่ควรนำไปเป็นกฎว่าสีใดใช้ได้กับทุกครอบครัว เพราะความหมายของสีและการใช้พิมพ์ยังต่างตามถิ่น ร้าน และประเพณีบ้าน

ขนมชนิดอื่นเปลี่ยนคนละทาง บางชนิดคงรูปแต่เปลี่ยนชื่อ บางชนิดยังใช้ชื่อเดิมแต่เปลี่ยนไส้ บางชนิดเคยทำเฉพาะวันไหว้แล้วกลายเป็นสินค้าที่ซื้อได้ทุกวัน การศึกษาขนมจึงต้องดูทั้งตัวขนมและบริบท ไม่ควรตัดสินจากชื่อหรือสีเพียงอย่างเดียว

ความเปลี่ยนแปลงคือหลักฐานของการสืบทอด

การตามหาสูตรดั้งเดิมมีประโยชน์เมื่อระบุให้ชัดว่ามาจากเมือง หมู่บ้าน หรือครอบครัวใด แต่คำว่าสูตรแท้มักซ่อนความจริงว่าของกินเปลี่ยนมาตลอด แม้ภายในเฉาซ่านเอง วัตถุดิบและพิธีของเฉาโจว ซัวเถา เจียหยาง หรือชุมชนย่อยก็ไม่จำเป็นต้องตรงกัน

งานเปรียบเทียบประเพณีเยาวราชกับเจียหยางพบว่า ประเพณีจีนในไทยปรับขั้นตอนตามนโยบาย การย้ายถิ่น การแต่งงาน และเทคโนโลยี ขนมที่อยู่ในพิธีก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน การพบว่าบ้านหนึ่งเลิกทำเองแล้วซื้อจากร้าน จึงไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์กับเทศกาลหายไป แต่อำนาจในการกำหนดรูป รส และขนาดอาจย้ายจากครัวบ้านไปสู่ผู้ผลิต

หากต้องการบันทึกขนมของครอบครัว ควรถามห้าคำถาม ได้แก่ บ้านเรียกขนมว่าอะไร ใครเป็นคนทำ ใช้วัตถุดิบใด ใช้ในวันไหน และเคยเปลี่ยนจากสมัยอากงอาม่าอย่างไร คำตอบอาจมีค่ากว่าการรีบหาว่าบ้านทำตรงตามตำราหรือไม่ เพราะช่วยเก็บประวัติการปรับตัวที่ตำราทั่วไปมองไม่เห็น

แหล่งข้อมูล