ผู้อพยพแต้จิ๋วทำงานอะไรเมื่อมาถึงสยาม

ผู้อพยพแต้จิ๋วที่มาถึงสยามทำงานตั้งแต่แบกหาม ท่าเรือ เดินเรือ ก่อสร้าง งานช่าง โรงสี ร้านค้า ตลาด ไปจนถึงทำสวนและประมง มีเพียงบางส่วนที่เริ่มต้นเป็นพ่อค้าหรือผู้รับสัมปทาน ภาพเจ้าสัวจึงเป็นปลายทางของคนส่วนน้อย ไม่ใช่อาชีพแรกของผู้อพยพทั้งหมด
งานแรกขึ้นกับทุนและคนรู้จัก
ผู้เดินทางไม่ได้มาถึงด้วยทรัพยากรเท่ากัน พ่อค้าเรือและคนที่มีทุนสามารถเช่าร้าน ซื้อสินค้า หรือร่วมกิจการได้เร็ว ช่างที่มีทักษะอาจเข้าสู่งานเฉพาะทาง ส่วนชายหนุ่มที่มีเพียงแรงงานมักเริ่มจากงานรายวันและพักกับนายจ้าง ญาติ หรือคนจากบ้านเกิดเดียวกัน
เครือข่ายแต้จิ๋วช่วยลดเวลาหางาน คนมาก่อนบอกว่าท่าใดต้องการแรงงานหรือร้านใดรับลูกจ้าง แต่สมาชิกไม่ได้รับโอกาสเท่ากัน หนี้ค่าเดินทาง สถานะตามกฎหมาย สุขภาพ และความสัมพันธ์กับนายหน้าล้วนกำหนดทางเลือก
ในต้นรัตนโกสินทร์ สยามมีประชากรไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่และโครงการของรัฐ แรงงานจีนจึงถูกใช้ในงานที่ต้องการคนจำนวนมาก ขณะเดียวกันพ่อค้าจีนบางรายทำหน้าที่เดินเรือ จัดหาสินค้า เก็บภาษีอากร หรือเชื่อมราชสำนักกับตลาดต่างประเทศ คนสองกลุ่มนี้อยู่ในประวัติศาสตร์เดียวกันแต่มีอำนาจต่างกันมาก
แรงงานเมืองทำอะไรบ้าง
กรุงเทพฯ เติบโตบนระบบแม่น้ำและการค้าทางทะเล งานแบกข้าว ขนสินค้าระหว่างเรือกับโกดัง พายเรือ ซ่อมเรือ และทำงานท่าเรือจึงต้องใช้แรงงานต่อเนื่อง เมื่อเมืองขยาย ยังมีงานขุดคลอง สร้างถนน อาคาร และทางรถไฟ รวมถึงงานในโรงเลื่อยและโรงสี
สำมะโนไปรษณีย์กรุงเทพฯ พ.ศ. 2426 ที่ Porphant Ouyyanont และ Tsubouchi Yoshihiro วิเคราะห์ บันทึกว่าหัวหน้าครัวเรือนชาวจีนประมาณร้อยละ 9 อยู่ในกลุ่มแรงงานและก่อสร้าง ตัวเลขนี้ไม่ใช่แรงงานจีนทั้งหมด เพราะสำรวจเฉพาะหัวหน้าครัวเรือนและอาจนับแรงงานชั่วคราวไม่ครบ
งานใช้แรงกายไม่ได้แปลว่าไม่มีทักษะ ช่างไม้ ช่างโลหะ ช่างก่ออิฐ คนต่อเรือ คนคุมเครื่องจักร และหัวหน้าคนงานต้องอาศัยความชำนาญ บางคนสะสมทุนจากค่าแรงแล้วเปลี่ยนเป็นผู้รับเหมา เจ้าของร้าน หรือผู้จัดหาแรงงาน แต่บางคนทำงานรับจ้างตลอดชีวิตและไม่ปรากฏชื่อในประวัติกิจการใหญ่
ตลาด งานผลิต และเกษตรมีสัดส่วนสำคัญเพียงใด
สำมะโนชุดเดียวกันแสดงว่าหัวหน้าครัวเรือนชาวจีนราวร้อยละ 40 ขายสินค้า ร้อยละ 16 ผลิตสินค้า และร้อยละ 12 ทำเกษตรหรือประมง ภายในแต่ละหมวดมีตั้งแต่แผงอาหาร ร้านของชำ ช่างทำขนม คนสวน และจับปลา ไปจนถึงกิจการที่มีลูกจ้าง
ตัวเลขดังกล่าวรวมชาวจีนหลายกลุ่มภาษา จึงใช้ยืนยันโครงสร้างงานของชาวจีนในกรุงเทพฯ ได้ แต่ไม่ควรนำทุกสัดส่วนไปเรียกว่าเป็นของแต้จิ๋วโดยตรง งานของ Skinner ในช่วงต่อมาพบการกระจุกตัวของแต้จิ๋วในกิจการข้าว โรงสี โรงรับจำนำ ยาสมุนไพร และการค้าหลายประเภท ซึ่งสะท้อนเครือข่ายทุนและการรับคนเข้าทำงานที่สะสมมานาน
นอกกรุงเทพฯ ผู้อพยพยังทำสวน ปลูกพืช เลี้ยงหมู ประมง ค้าข้าว และเปิดร้านตามเมืองตลาด การเดินทางต่อจากท่าเรืออาจเกิดเพราะมีนายจ้างหรือญาติอยู่ต่างจังหวัด หลักฐานของแต่ละพื้นที่จึงสำคัญกว่าการใช้ภาพสำเพ็งแทนประสบการณ์ทั้งประเทศ
จากลูกจ้างเป็นเจ้าของกิจการเกิดขึ้นได้อย่างไร
การขยายการส่งออกข้าวหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ทำให้กรุงเทพฯ ต้องการแรงงาน โรงสี โกดัง เรือ และคนกลางทางการค้า ผู้ที่มีทักษะ ภาษา เครดิต และเครือข่ายอาจเลื่อนจากลูกจ้างเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของกิจการ การส่งเงินและจดหมายกลับบ้านยังดึงญาติเข้ามาเสริมแรงงานและขยายร้าน
เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน ความล้มเหลว หนี้ อุบัติเหตุ โรคภัย และกิจการที่ปิดตัวถูกบันทึกน้อยกว่าธุรกิจที่อยู่รอด นอกจากนี้ งานของภรรยาและลูกในร้านหรือครัวเรือนมักถูกรวมไว้ใต้ชื่อหัวหน้าครอบครัว ทำให้ประวัติศาสตร์อาชีพดูเป็นเรื่องของผู้ชายมากกว่าความเป็นจริง
ความโดดเด่นในบางอาชีพจึงไม่ใช่หลักฐานว่าคนแต้จิ๋วค้าขายเก่งโดยกำเนิด แต่เกิดจากความต้องการแรงงานของสยาม เส้นทางเดินเรือ การเรียนรู้งาน และการส่งต่อทุนกับข้อมูลในเครือข่ายเดียวกัน หากจะเขียนประวัติครอบครัว ควรถามทั้งงานแรก นายจ้าง คนแนะนำงาน และช่วงที่เปลี่ยนอาชีพ ไม่เริ่มเรื่องเมื่อครอบครัวมีร้านแล้ว
แหล่งข้อมูล
- Aspects of the Place and Role of the Chinese in Late Nineteenth Century Bangkok โดย Porphant Ouyyanont และ Tsubouchi Yoshihiro
- Chinese Society in Thailand: An Analytical History โดย G. William Skinner
- Bangkok Transformed: An Economic History, 1820–1950 โดย Porphant Ouyyanont และ Chris Baker
- Bangkok and Thai Economic Development: Aspects of Change, 1820–1970
- ราชบัณฑิตยสภา เรื่องชุมชนจีนในประเทศไทย