ชาวแต้จิ๋วตั้งถิ่นฐานในสยามตั้งแต่เมื่อไร

ชาวแต้จิ๋วเข้ามาค้าขายและพำนักในสยามก่อน พ.ศ. 2310 แต่ชุมชนแต้จิ๋วเริ่มเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในสมัยธนบุรีหลังเสียกรุงศรีอยุธยา และขยายต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 การกำหนดวันเริ่มต้นเพียงปีเดียวจึงไม่ตรงกับหลักฐานที่เป็นการเคลื่อนย้ายหลายระลอก
ก่อน พ.ศ. 2310 มีคนแต้จิ๋วแล้วหรือไม่
สยามติดต่อกับพ่อค้าและชุมชนจีนมายาวนานก่อนสมัยธนบุรี อยุธยาเป็นเมืองท่านานาชาติ มีพ่อค้า ลูกเรือ ช่าง และคนกลางจากชายฝั่งจีนใต้เข้ามาอาศัยหรือเดินทางกลับไปมา หลักฐานจึงยืนยันการมีอยู่ของชาวจีนได้ก่อน พ.ศ. 2310
สิ่งที่ต้องระวังคือ เอกสารยุคต้นมักเรียกรวมว่าเป็นจีน หรือระบุเมืองท่าและสถานะทางการค้าโดยไม่บอกกลุ่มภาษา การนำคำว่าแต้จิ๋วไปครอบชาวจีนในอยุธยาทั้งหมดจึงเกินกว่าหลักฐานจะรองรับ นักประวัติศาสตร์ต้องพิจารณาชื่อบุคคล ภูมิลำเนา เครือข่ายเรือ และภาษาประกอบกัน
งานของ G. William Skinner และงานศึกษาประวัติศาสตร์ทะเลจีนใต้ชี้ว่า กลุ่มจีนในสยามเปลี่ยนสัดส่วนและบทบาทตามยุค ฮกเกี้ยนมีบทบาทเด่นในเครือข่ายการค้าระยะหนึ่ง ก่อนที่แต้จิ๋วจะขยายตัวมากขึ้นในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นกระบวนการ ไม่ใช่การแทนที่กันในทันที
เหตุใดสมัยธนบุรีจึงเป็นจุดเปลี่ยน
หลังอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งศูนย์อำนาจที่ธนบุรี พระราชบิดาของพระองค์มีพื้นเพจากเฉาโจว และพระองค์ได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายชาวจีนในช่วงรวบรวมบ้านเมือง งานของ Melissa Macauley จึงมองการขึ้นมาของพระเจ้าตากสินเป็นจุดเปลี่ยนของโลกทะเลแต้จิ๋ว
รัฐธนบุรีต้องการอาหาร เงิน โลหะ กำลังคน และเรือเพื่อฟื้นเศรษฐกิจและรักษาอำนาจ พ่อค้าและผู้อพยพจากเฉาโจวมีบทบาททั้งการค้า การเดินเรือ และงานของรัฐ เอกสารวิชาการเรียกชาวจีนบางกลุ่มที่ได้รับหน้าที่และสิทธิจากราชสำนักว่า จีนหลวง แต่สถานะนี้ไม่ได้ครอบคลุมผู้อพยพแต้จิ๋วทุกคน
ช่วง พ.ศ. 2310–2325 จึงเป็นเวลาที่เครือข่ายแต้จิ๋วมีฐานในสยามชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม คนที่มาในระยะแรกมีหลายสถานะ ตั้งแต่พ่อค้าเรือ ผู้มีความสัมพันธ์กับราชสำนัก ไปจนถึงแรงงานและผู้ติดตาม การเล่าเฉพาะผู้ประสบความสำเร็จจะทำให้คนส่วนใหญ่หายไปจากประวัติศาสตร์
ชุมชนย้ายจากธนบุรีสู่กรุงเทพฯ อย่างไร
เมื่อรัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานีใน พ.ศ. 2325 พื้นที่ค้าขายของชาวจีนบริเวณที่ใช้สร้างพระบรมมหาราชวังถูกย้ายลงมาทางใต้ ชุมชนการค้าแห่งใหม่พัฒนาขึ้นเป็นสำเพ็ง การย้ายนี้ทำให้ชาวจีนอยู่ใกล้แม่น้ำ ท่าเรือ และเส้นทางสินค้าของเมืองหลวงใหม่
ตลอดต้นรัตนโกสินทร์ รัฐใช้ประโยชน์จากการค้าสำเภา ภาษีอากร และแรงงานอพยพ กรุงเทพฯ จึงดึงดูดทั้งพ่อค้า ช่าง ลูกเรือ และแรงงานจากจีนใต้ หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 การส่งออกข้าวและเศรษฐกิจตลาดขยายตัว ความต้องการแรงงานในท่าเรือ โรงสี การขนส่ง และการก่อสร้างเพิ่มตามไปด้วย
การเปิดซัวเถาเป็นเมืองท่าตามระบบสนธิสัญญาใน พ.ศ. 2403 และการเริ่มเดินเรือกลไฟตามตารางจากซัวเถาถึงกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2425 ช่วยให้การเดินทางสม่ำเสมอขึ้น ญาติหรือคนจากหมู่บ้านเดียวกันสามารถส่งข่าวเรื่องงานและช่วยผู้มาใหม่ตั้งหลัก การตั้งถิ่นฐานจึงขยายจากคนกลุ่มแรกเป็นเครือข่ายครอบครัวและสมาคม
ศตวรรษที่ 20 เปลี่ยนชุมชนอย่างไร
ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ยังมีผู้อพยพจากซัวเถาเข้าสู่สยามจำนวนมาก ขณะเดียวกันชุมชนสร้างโรงเรียน สมาคม ศาลเจ้า มูลนิธิ และระบบส่งเงินกลับบ้าน ข้อมูลสำมะโนในยุคนั้นสะท้อนว่าผู้พูดแต้จิ๋วเป็นกลุ่มใหญ่ในหมู่ชาวจีนอพยพของกรุงเทพฯ แต่ไม่ควรนำสัดส่วนเก่ามาแทนประชากรไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบัน
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1930 นโยบายตรวจคนเข้าเมือง ชาตินิยม สงคราม และข้อจำกัดทั้งฝั่งไทยและจีนทำให้กระแสเดินทางเปลี่ยนไป หลัง พ.ศ. 2492 การออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ยากขึ้น การอพยพขนาดใหญ่แบบเดิมจึงลดลง ขณะที่ลูกหลานในไทยใช้ภาษาไทยมากขึ้นและแต่งงานข้ามกลุ่มภาษา
คำตอบว่าแต้จิ๋วมาเมื่อไรจึงควรแยกเป็นสี่ระยะ ได้แก่ มีผู้เดินทางมาก่อน พ.ศ. 2310 เติบโตเด่นในสมัยธนบุรี ตั้งหลักและขยายในกรุงเทพฯ ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเปลี่ยนจากชุมชนผู้อพยพเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในศตวรรษที่ 20 เส้นเวลานี้แม่นกว่าการอ้างว่าชาวแต้จิ๋วเริ่มต้นพร้อมบุคคลหรือเหตุการณ์เดียว