/ภาษาแต้จิ๋ว

ภาษาแต้จิ๋วในไทยต่างจากภาษาแต้จิ๋วที่เฉาซ่านอย่างไร

ไมโครโฟนสองตัวเชื่อมด้วยริบบิ้นคลื่นเสียงที่แยกเป็นหลายสาย ระหว่างภาพเฉาซ่านกับกรุงเทพฯ

ภาษาแต้จิ๋วในไทยต่างจากภาษาแต้จิ๋วที่เฉาซ่านทั้งสำเนียง คำที่ใช้ และวิธีสลับไปมาระหว่างภาษา เพราะภาษาในไทยเดินทางมากับผู้อพยพหลายถิ่นเมื่อหลายรุ่นก่อน แล้วพัฒนาต่อท่ามกลางภาษาไทย ส่วนภาษาในเฉาซ่านก็เปลี่ยนแปลงภายใต้อิทธิพลของภาษาจีนกลางและชีวิตร่วมสมัยเช่นกัน

คำว่าภาษาแต้จิ๋วเขียนว่า 潮州話 ระบบ Gaginang Peng’im เขียน Diê5ziu1-uê7 และอ่านไทยโดยประมาณว่า เตี่ยจิวอ่วย คำอ่านไทยช่วยจำได้ แต่แทนสระ เสียงนาสิก วรรณยุกต์ และความแปรผันทั้งหมดไม่ได้

แต้จิ๋วทั้งสองฝั่งไม่ได้มีสำเนียงเดียว

เฉาซ่านเป็นภูมิภาคที่มีเฉาโจว ซัวเถา และเจียหยางเป็นพื้นที่สำคัญ แต่ละพื้นที่มีลักษณะเสียงและคำศัพท์ของตนเอง งานภาษาศาสตร์จึงมักระบุให้ชัดว่าศึกษาภาษาถิ่นใด เช่น เฉาโจว ซัวเถา เจียหยาง หรือเฉาหยาง แทนการใช้แต้จิ๋วเป็นมาตรฐานเดียวครอบทุกพื้นที่

ภาษาแต้จิ๋วที่อยู่ในไทยก็ไม่ได้มาจากหมู่บ้านเดียว ครอบครัวที่เดินทางออกจากเฉิงไห่ ผู่หนิง เฉาหยาง หรือพื้นที่อื่นอาจนำเสียงเดิมของบ้านเกิดมาด้วย เมื่อคนจากหลายถิ่นพบกันในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ภาษาที่ใช้ร่วมกันจึงอาจลดความต่างบางอย่าง แต่ยังรักษาร่องรอยของสำเนียงครอบครัวไว้

เสียงของอากงอาม่าในไทยจึงไม่ควรถูกตัดสินจากคลิปผู้พูดในซัวเถาเพียงคนเดียว ความต่างอาจมาจากถิ่น รุ่น หรือการเปลี่ยนแปลงคนละประเทศ ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดพูดผิด

ภาษาไทยเปลี่ยนทั้งเสียงและวิธีเลือกคำ

ผู้พูดในไทยใช้ภาษาแต้จิ๋วร่วมกับภาษาไทยมาเป็นเวลานาน เสียงที่ไม่มีคู่ตรงในภาษาไทยอาจถูกได้ยินหรือถ่ายทอดด้วยเสียงที่ใกล้ที่สุด ขณะเดียวกัน คำเกี่ยวกับโรงเรียน ราชการ เทคโนโลยี และชีวิตสมัยใหม่มักพูดเป็นภาษาไทย หรือถูกแทรกเข้าไปในประโยคแต้จิ๋ว

การสลับภาษาไม่ใช่หลักฐานว่าผู้พูดสับสน งานศึกษาการสนทนาของผู้รู้สองภาษาในเยาวราชพบการสลับไทยกับแต้จิ๋วเพื่อยกคำพูด เน้นความหมาย อุทาน เจาะจงผู้ฟัง และทำให้เรื่องเป็นส่วนตัว ผู้พูดจึงเลือกภาษาให้เหมาะกับคน หัวข้อ และจังหวะของบทสนทนา

ภาษาแต้จิ๋วในเฉาซ่านปัจจุบันอยู่ร่วมกับภาษาจีนกลาง ผู้พูดรุ่นใหม่จึงอาจใช้คำจีนกลางในเรื่องที่คนรุ่นก่อนมีคำท้องถิ่น การนำคำในจีนปัจจุบันมาแก้คำของครอบครัวไทย อาจเป็นการเอาความเปลี่ยนแปลงชุดหนึ่งไปทับอีกชุดหนึ่ง

งานวิจัยพบความต่างแม้อยู่ภายในประเทศไทย

วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยมหิดลเปรียบเทียบวรรณยุกต์แต้จิ๋วจากผู้บอกภาษา 20 คนในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และนครราชสีมา ผลพบว่าระบบวรรณยุกต์และรูปแบบวรรณยุกต์สนธิไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด สำเนียงนครราชสีมาใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง ส่วนภูเก็ตและชลบุรีต่างจากกรุงเทพฯ มากกว่า

งานที่นราธิวาสศึกษาผู้พูดซึ่งเกิดในซัวเถาและอยู่ไทยมากกว่า 50 ปี โดยเปรียบเทียบเสียง รูปคำ ความหมาย และการใช้ ผลเป็นหลักฐานว่าภาษาเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่ตัวแทนผู้พูดแต้จิ๋วทุกคนในไทย

งานบรรยายสระแต้จิ๋วในไทยบันทึกผู้พูด 10 คนด้วยวิธีทางกลสัทศาสตร์ และพบสัญญาณว่าความต่างของสระนาสิกบางคู่ในกลุ่มตัวอย่างอาจลดลง ยังต้องมีข้อมูลจากคนและพื้นที่มากขึ้นก่อนสรุปเป็นภาพรวม

ควรเปรียบเทียบจากเสียงจริงอย่างไร

  1. บันทึกคำเดียวกันทั้งแบบพูดเดี่ยวและอยู่ในประโยค เพราะวรรณยุกต์อาจเปลี่ยนเมื่อคำเชื่อมกัน
  2. จดบ้านเกิดของผู้พูด รุ่นที่อพยพ จังหวัดที่เติบโต และภาษาที่ใช้ประจำ ไม่บันทึกเพียงอายุ
  3. เก็บอักษรจีน ระบบถอดเสียง และคำอ่านไทยโดยประมาณไว้ด้วยกัน โดยถือไฟล์เสียงเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด
  4. เปรียบเทียบผู้พูดหลายคนก่อนเรียกรูปใดว่าของไทยหรือของเฉาซ่าน เพราะความต่างอาจเป็นเพียงลักษณะประจำบ้าน

คำตอบที่แม่นที่สุดจึงไม่ใช่ภาษาแต้จิ๋วในไทยเก่ากว่า หรือภาษาในเฉาซ่านถูกกว่า แต่คือทั้งสองฝั่งสืบมาจากเครือญาติทางภาษาเดียวกันและเปลี่ยนไปตามสังคมของตน การรักษาเสียงของครอบครัวควรเริ่มจากการฟังและบันทึก ก่อนนำมาตรวจเทียบกับงานภาษาศาสตร์อย่างระมัดระวัง

แหล่งข้อมูล